Home KIDS 4 วิธีคิดที่จะเปลี่ยนจากความโชคร้าย ให้กลายเป็นโชคดี

4 วิธีคิดที่จะเปลี่ยนจากความโชคร้าย ให้กลายเป็นโชคดี

14
0
4 วิธีคิดที่จะเปลี่ยนจากความโชคร้าย ให้กลายเป็นโชคดี

วันนี้ฉันมี 4 วิธีคิดที่จะเปลี่ยนจากความโชคร้าย ให้กลายเป็นโชคดี มาแชร์ค่ะ  ช่วงนี้หน้าฝนเด็กเล็กจะป่วยบ่อยไปตามๆ กัน ลูกชายบ้านนี้ก็ป่วยเหมือนกันค่ะ ไข้ขึ้นสูง ไม่ยอมลดเลย ป๊าม้าต้องเช็ดตัวลูกเป็นระยะ ทั้งกลางวันกลางคืน เมื่อวานนี้ลูกท้องเสียถ่ายไป 5 รอบ ตอนมืดๆ ป๊าม้ากลับจากที่ทำงานต้องรีบพาลูกมาหาคุณหมอ

หลังจากพบคุณหมอเล่าอาการให้ฟัง คุณหมอตรวจแล้วให้แอดมิดเลย คุณหมอบอกว่าน้องไนล์มีอาการขาดน้ำ ซึ่งน่าจะเกิดจากการที่น้องไนล์ไม่ยอมกินข้าว กินไม่กี่คำก็บ้วนข้าวทิ้ง กินนมได้น้อย กินน้ำน้อย คุณหมอวินิจฉัยว่า กล่องเสียงน่าจะอักเสบ เพราะร้องไห้จะมีเสียงก้องในคอ ส่วนเชื้อไข้หวัดใหญ่กับ RSV ตรวจแล้วไม่พบ ซึ่งถือว่ายังโชคดี วันนี้หม่าม้าก็ต้องลางานเฝ้าไข้ลูกละนะ 

บางครั้งหรือบางวันที่เราเจอปัญหาหลายๆ อย่าง เข้ามาพร้อมๆ กัน หรือมีปัญหาใหญ่ๆ จนมันตื้อไปหมด ไม่รู้จะแก้ปัญหายังไง  ฉันว่า เราลองหายใจลึกๆ ดูซักสองสามรอบ แล้วมาลองมองหาข้อดีในปัญหาหรือเรื่องร้ายๆ นั้นดูค่ะ เช่น

1.อย่าคิดว่าเรื่องที่เราเจอเป็นเรื่องร้าย เสมอไป

เมื่อลูกป่วยฉันไม่ได้คิดว่าลูกป่วยเป็นเรื่องโชคร้าย หรือปัญหาในชีวิต แต่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาของเด็กที่ภูมิคุ้มกันยังน้อย พอไปโรงเรียนจึงทำให้ติดหวัดหรือโรคอะไรๆ มาจากเพื่อนๆ ได้ง่าย ลูกป่วยเล็กๆ น้อยๆ หลายครั้งดีกว่าป่วยหนักๆ เพียงครั้งเดียว

2. ถ้ามีใครทำอะไรให้เราไม่พอใจ เราควรมองหาเจตนาของการกระทำนั้น ถ้าเขาไม่ได้เจตนาทำร้ายเรา แต่ตรงกันข้ามเขาพยายามที่จะช่วยเหลือ (แต่เกิดผิดพลาด) เราก็ควรให้อภัย การรู้จักให้อภัยทำให้ใจเราเบา ทุกข์น้อยลงค่ะ

เมื่อวานตอนเย็น พี่พยาบาลเจาะเลือดน้องไนล์เสียสามรอบ รอบแรกเจาะใช้ไม่ได้ เลือดไม่เดิน ฉันสงสัยว่าพี่พยาบาลน่าจะเป็นพยาบาลมือใหม่ รอบสองได้คุณพี่พยาบาลมือเก่ามาเจาะ ก็ประสบความสำเร็จด้วยดีในการนำเอาเลือดใส่หลอดไปตรวจ แล้วใส่สายน้ำเกลือ

หลังจากนั้นระหว่างที่รอขึ้นห้อง น้องไนล์ต้องพ่นยาให้หายใจสะดวก หลังจากพ่นยาเสร็จได้ซักพักน้องผู้ช่วยพยาบาลเดินมาบอก “คุณแม่เลือดน้อง (ที่เจาะไปตรวจ) แห้งค่ะ ต้องขอเจาะเลือดใหม่ ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ” พร้อมยกมือไหว้ และทำหน้าเสียใจ ฉันก็อยากจะอุทานออกไปดังๆ เหมือนกันว่า “เวรเอ๊ย” แต่ทำแบบนั้นแล้วได้อะไร ลูกก็ยังต้องเจาะเลือดรอบที่สามอยู่ดี น้องผู้ช่วยก็ยกมือไหว้ขอโทษแล้ว เราจะยังโกรธเขาอีกหรือ ฉันจึงต้องทำใจให้ลูกเจาะเลือดอีกรอบ คิดเสียว่าโชคดีแล้วที่ไม่ต้องเจาะรอบที่สี่

3. สิ่งที่ควรทำคือคิดบวกเข้าไว้ แม้เราจะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ก็ตาม  

เช้านี้ฉันดูแลลูก ป้อนข้าว (ซึ่งก็กินไปไม่กี่คำ) ป้อนน้ำ ระหว่างลูกนอนหลับ ฉันต้องรีบทำงานเพราะวันที่ 2 ต้นเดือนถือว่าเป็นเทศกาลของการส่งรายงานต่างๆ และต้องรีบทำงานให้ทันตาม deadline  ไม่งั้นคนทำจะ dead แทน ลูกน้อง และเพื่อนร่วมงานบางคน หรือแม้แต่เจ้านาย จะโทรมาหาฉันเป็นระยะในระหว่างวัน ส่วนฉันเองก็ต้องตามงานคนอื่นเป็นระยะเหมือนกัน การโทรตามงานกับคนที่ลางานนี่น่าจะเป็นประเพณีของคนไทยเชียว (หรือว่าเป็นแค่บริษัทที่ฉันทำก็ไม่รู้) จนฉันเองทำงานก็ไม่ได้คำนึงถึงวันหยุดละ หยุดก็ทำ ไม่หยุดก็ทำ กลายเป็นคนบ้างานในสายตาของหลายๆ คนไป

หากว่าเรามามัวแต่นั่งบ่นว่านี้วันหยุดฉันนะ จะโทรตามโทรจิกอะไรหนักหนา โวยวายไป แล้วคนที่โทรจะเลิกโทรไหม? คำตอบน่าจะเป็น “ไม่” ซินะ แล้วเราจะบ่นไปทำไม บ่นไปให้ตัวเองทุกข์ใจเปล่าๆ คิดเสียว่าหน้าที่เราก็ทำไปนะ ทำก่อนเสร็จก่อน ถือเสียว่าเราทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด การโพสต์ด่าเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานที่มาตามจิกงานเรา ลงในเฟสบุ๊คไม่ควรทำเด็ดขาดเลยค่ะ จำไว้ว่า ไม่มีความลับในโลกนี้เมื่อมันขึ้นบนเฟสบุ๊คแล้ว อย่าให้ข้อความร้ายๆ ในความคิดชั่ววูบกลับมาทำร้ายคุณได้เชียว  สิ่งที่ควรทำคือคิดบวกเข้าไว้ ถ้าเราไม่สำคัญเขาจะโทรหาเราทำไม จริงไหมคะ โชคดีแล้วที่เขายังคิดถึงเราและ โชคดีอีกเหมือนกันที่เรามีสติไม่โพสต์อะไรมั่วๆ ลงเฟซฯ ไปตอนอารมณ์ไม่ดี

4. ในเรื่องแย่ๆ ก็ยังมีเรื่องดีๆ ซ่อนอยู่ แค่หาให้เจอ

เมื่อลูกป่วยฉันต้องหยุดงานเฝ้าลูก แค่เราอย่าไปคิดถึงเรื่องลางานว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่เรามีเวลาได้อยู่ใกล้ชิดลูก อยู่กับลูกมากขึ้น ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี

น้องไนล์เป็นเด็กอารมณ์ดี ถ้างอแงก็จะโยเยไม่นาน ยกเว้นตอนง่วงนอน ช่วงบ่ายโมง น้องไนล์นอนไปได้แป๊บเดียวตอนคุณหมอขึ้นมาตรวจรอบบ่าย พอตื่นแล้วเลยนอนไม่หลับเลย ลูกร้องไห้โยเยหลังจากคุณหมอกลับไปแล้ว และให้ฉันอุ้มเดินไม่ยอมให้วาง พอเมื่อยจะเอาลูกนอนบนเตียงลูกก็ร้องไห้ไม่ยอมนอน ฟาดงวงฟาดงา เล่นใหญ่มาก ฉันจะวางก็ไม่ได้พอจะอุ้มก็ดิ้นซะอย่างนั้น ฉันเลยอุ้มบ้างเดินบ้าง นั่งบ้าง ทั้งขู่ทั้งปลอบ พี่พยาบาลสลับกันเข้ามาดูสองสามหนก็ช่วยอะไรไม่ได้ สุดท้ายน้องไนล์ให้อุ้มนั่งตักแล้วหลับคาตัก ไม่ยอมนอนหมอนอยู่ดี

4 วิธีคิดที่จะเปลี่ยนจากความโชคร้าย ให้กลายเป็นโชคดี

เคสนี้ฉันทำอะไรไม่ได้ก็ต้องยอมตามน้ำไป รอจนลูกเหนื่อยง่วงและหลับไปเอง ใช้เวลาประมาณเกือบสามชั่วโมงเอ๊ง เอิ่ม…  ไม่ต้องไปดร่าม่า โอ๊ยเลี้ยงลูกเหนื่อย (สองป้าที่บ้านที่่เลี้ยงน้องไนล์ทุกวันก็อุ้มแบบนี้แหละ) ลูกทำไมงอแงเหลือเกิน เฝ้าไข้คนเดียวด้วย เหนื่อยโฮก ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันว่านี่เป็นเวลาที่ได้อยู่กับลูกกอดลูก หอมลูก ได้เข้าใจเขามากขึ้น ถ้าถามว่าเหนื่อยไหม ก็ต้องตอบว่าเหนื่อย แต่เหนื่อยแล้วบ่น จะเหนื่อยเพิ่มซะเปล่าๆ นะซิ ลูกไม่สบายเขาจะไม่สบายตัวงอแง เป็นธรรมดา โชคดีเท่าไหร่แล้วที่ลูกเราป่วยไม่มาก

รูปเด็กโยเยไม่ยอมให้วาง

เป็นอย่างไรบ้างคะ 4 วิธีคิดที่จะเปลี่ยนจากความโชคร้าย ให้กลายเป็นโชคดี ตัวอย่างจริงๆ ในชีวิตของฉันเองค่ะ ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะคะ อย่างน้อย ถ้าวันนี้เราทุกข์ ไม่สบายใจ ก็คิดเสียว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้อะไร ๆ จะดีขึ้น ทุกข์อยู่กับเราไม่นานหรอกค่ะ (สุขก็เหมือนกัน แหะแหะ) 

เรื่องอื่นๆ กับบทสนทนาของเด็กน้อยสามขวบ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here